ช้าไปปะ ? ล้าสมัยไปปะ ? 55+ ใครรู้แล้วก็ขออภัยด้วยนะครับ พอดีไม่รู้จะอัพอะไร
เลยหยิบยกเรื่องนี้มาพูดถึงเล่นๆตามสไตล์ของตัวเองครับ..
ก่อนอื่นต้องขอหยิบยก ประโยคที่ผมอยากรุ้มากที่สุดในชีวิต และไม่คิดว่าชั่วชีวิตนี้
ผมจะได้รับคำตอบแบบ "เห็นได้ด้วยตา" และ "ยอมรับโดยดุษฏี"
...สมมุติว่าเราจับมดหนึ่งตัว ไปวางไว้ในกล่องใหญ่ที่ข้างในกล่องถูกบุด้วยกระดาษสีดำ
แล้วเราได้จับมดไปวางในกล่องใบนี้ แล้วปิดฝากล่องไม่ให้มีแสงเล็ดรอดเข้าไปได้
สมมุติอีกว่าหากกล่องมีขนาดกว้างมากจนถึงขนาดว่า มดไม่สามารถจะเดินไปสุดกล่องได้
มดจะรู้ตัวไหม ว่าตัวเองกำลังอยู่ในกล่อง ?
แล้วคนเราที่อยู่ในจักรวาลอันกว้างใหญ่ กำลังอยู่ในกล่องของใครหรือเปล่า ?
ในปี 1969 วันที่มนุษยชาติบนโลกใบนี้ภาคภูมิใจ กับการบุกเบิกครั้งสำคัญแห่งประวัตศาสตร์
ในการพิชิตดาวนอกโลกได้สำเร็จเป็น ครั้งแรก ทุกคนต่างศรัทธาว่า "สหรัฐฯ" ชาติมหาอำนาจ
สามารถพิชิตดวงจันทร์ได้จริง ๆ โดยที่ไม่ใครผู้ใดเกิดความแคลงใจแม้แต่นิดเดียว
เกียรติยศครั้งนั้น มีผู้ร่วมเหตุการณ์จริงจำนวน 3 คนนั่นคือ (ซ้ายไปขวา)
1.นีล อาร์มสตรอง เป็นนักบินอวกาศคนโลกของชาวโลกที่ได้เหยียบบนพื้นผิวของดวงจันทร์
2.ไมเคิ้ล คอลลินน์ นักบิน(ขาไป)
3.เอดวิน เอลดริน นักบิน(ขากลับ)
จนมาถึงปัจจุบันนี้ มีหลายๆข้อคิดเห็น เนื่องจากเทคโนโลยีได้ก้าวหน้าไปมากขึ้น
อีกทั้งบรรดาช่างภาพมือโปรทั้งหลายก็เริ่มออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับวีดีโอ และภาพถ่ายที่ได้จาก
การเยือนดวงจันทร์เมื่อครั้งนั้น พร้อมมีหลายท่านให้ข้อสังเกตุว่า
การเยือนดวงจันทร์ครั้งนั้นเป็นเรื่องลวงโลกครั้งยิ่งใหญ่!
ซึ่งหลังจากที่ได้รวบรวมข้อมูลพอสมควร ทำให้รู้สึกได้เลยว่า เรื่องนี้มันค่อนข้าง
คลุมเครือ และไม่ค่อยแน่ชัดในด้านหลักฐาน และการกล่าวอ่างอิงของแหล่งข้อมูลต่างๆ
ผมจะขอรวบรวม โดยใช้คำพูดในภาษาง่ายต่อความเข้าใจ และสั้นๆ เพื่อไม่ให้เป็นการ
เยิ่นเย้อจนเกินไปนัก
ก่อนอื่นเราต้องมาทำความรู้จักกับเกร็ดเล็กเกล็ดน้อยของดวงจันทร์กันก่อน
เชื่อว่าหลายคนไม่รุ้เพราะคิดว่า เป็นเรื่องที่ใกล้ตัวกันอยู่แล้ว
1.โลกเราหมุนรอบตัวเอง 24 ชม/รอบ ทำให้เกิดกลางวันและกลางคืน
และโคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นวงรี 365 วัน/รอบ ทำให้เกิดฤดูกาล
ส่วนดวงจันทร์หมุนรอบตัวเองเท่ากับการโคจรรอบโลก คือประมาณ 28 วัน
ทำให้ดวงจันทร์หันด้านเดียวกันตลอดหาฝั่งโลก (ลองทำเล่นๆโดยการหมุน
อะไรสักอย่างรอบตัวเอง และหมุนรอบอีกสักอย่างที่ให้เป็นโลก จะรู้ว่ามันหันข้าง
เดียวเข้าหาโลกตลอด เราจะเรียกด้านนี้ว่า "ด้านใกล้" และด้านนี้เป็นด้านที่
อพอลโล่ 11 ไปจอด
2.แสงในจักรภพนั้นมาจาก ดาวฤกษ์ ในกาแลกซีทางช้างเผือกที่เราอยู่นั้น
แหล่งกำเนิดแสงที่สำคัญคือดวงอาทิตย์
3.ดวงจันทร์มีลักษณะคล้ายโลก คือหัวปูด กลางกลม ความไม่สมมาตรส่งผลให้เสียการโคจร
กล่าวคือจะเบี่ยงเบนออกจากแนวทิศทางตรงๆ แต่ก็ยังคงเป็นวงรี ประมาณ 6 องศา
ดังนั้นหากเรายืนบนดวงจันทร์เราจะได้แสงมาจากข้างหลังในมุมที่ไม่เป็น 180 องศา
4.ดวงจันทร์ก็มีแรงดึงดูดและมีชั้นบรรยากาศ แต่แรงดึงดูดน้อยกว่าโลก 6 เท่า ดังนั้นหาก
เราหนัก 48 กก บนดวงจันทร์จะหนักแค่ 8 กก
++คราวนี้มาดูภาพที่น่าซ่าแสดงกัน++
กระสวยอวกาศ Saturn 5 ที่บรรทุก Apollo 11 ขึ้นสู่ท้องฟ้า
รูป ???? นักบินอวกาศคนแรกของโลกที่เหยียบดวงจันทร์!!!

รูปรอยเท้าของ นีล หรือ เอ็ด กันแน่??
++ เรื่องจริงหรือหลอกลวง?++
ก่อนอื่นต้องยอมรับว่า เมื่อยิ่งได้คว้าคว้าให้ลึก เรื่องราวของแหล่งที่มาแต่ละแหล่งก็ตรงกันบ้าง
ไม่ตรงกันบ้าง โดยผมจะสรุปให้ฟังดังนี้
1.คนที่เหยียบพื้นดวงจันทร์ หากถามคนทั่วไปเชื่อว่า 80% หรือมากกว่าคงตอบว่านีล อาร์มสตรอง
อย่างไม่ต้องคิดมาก แต่หากดูจากข้อมูลของน่าซ่าพบว่าคนแรกที่เหยียบจริงๆคือ เอ็ดวิน เอลดริน
ดูจากรูปบน หลายแหล่งอ้างว่าคนที่ถ่ายรูปนี้คือ นีล อาร์มสตรอง โดยถ่ายเอลดรินขณะเหยียบพื้นผิวดวงจันทร์
แล้วทำไมมันขัดกับหลายๆแหล่ง ที่บอกว่าอาร์มสตรองเป็นคนแรกที่สร้างประวัติศาสตร์นี้
อีกทั้ง หากกลับไปอ่านหน้าที่ของแต่ละคน จะพบว่า commander หลักคือนีล ส่วน
เอลดรินเป็นนักบินขากลับ คนที่ลงคนแรกกลับเป็นนักบิน แทนที่จะเป็น commander
แล้วปล่อยให้ คอลลินน์ซึ่งเป็นนักบินที่ควบคุมเครื่องจากโลก เฝ้าเครื่องแทน?
อีกทั้งในหลายตำราก็บอกว่า คนในภาพหนะคือ นีลและภาพนี้ถ่ายโดยคอลลินน์
และก็เป็นคอลลินน์ก็เป็นคนที่สองที่ลงมาเหยียบพื้นผิวดวงจันทร์ต่อ
จากนีล โดยเอลดรินเป็นคนคุมเครื่อง ซึ่งน่าจะ make sense มากกว่า นอกจากนี้
หากมองพื้นหลังจะเห็นได้ว่า มืดมิดไม่เห็นดวงดาวอื่นๆ ซึ่งมีมากมายในอวกาศ
เลยสักดวง
2.ปัญหาจากรอยเท้า หลายแหล่งบอกว่าเป็นรอยเท้าของนีล หลายแหล่งบอกว่า
เป็นรอยเท้าของเอลดริน แต่ถึงจะเป็นรอยเท้าของใครก็ตามประเด็นมันอยู่ที่ว่า
จากรายงานของน่าซ่า ทำให้เราทราบได้ว่าพื้นผิวดวงจันทร์นั้นขรุขระ
มีหลุมบ่อมากมาย อีกทั้งบนพื้นผิวก็มีแต่ฝุ่นผง ไร้ซึ่งน้ำจืดใดๆ
แต่การที่นีลหรือเอ็ดก็ตาม ประทับรอยเท้า "แรก" บนดวงจันทร์ได้นั้น
ไม่ควรที่จะมีรอยอย่างเห็นได้ชัดแบบนั้น ในรูปเหมือนการเหยียบลง
บนดินที่มีองค์ประกอบของน้ำอยู่ และต้องไม่เป็นฝุ่นอย่างแน่นอน
เช่นการเหยียบไปบนดินเหนียว หรือดินที่เปียกๆ อีกทั้งพื้นผิวดวงจันทร์
ก็ราบเรียบผิดวิสัยที่ นาซ่าจะรายงานว่ามีหลุมบ่อเยอะมากมาย
3. เรื่องของภาพถ่าย ทั้งคุณภาพที่ดีเหลือเชื่อ(ในสมัยนั้น)

ธงที่โบกสะบัดบนดวงจันทร์ซึ่งมีสภาพสูญญากาศ ดังนั้นมันจึงไม่มีลม
ที่จะพัดให้ธงโบกสะบัดได้
My comment : สุญญากาศ ? มีแรงดึงดูดนี่หน่า เชื่อถือได้โดยการที่นักบิน
เดินอยู่ได้บนพื้นผิว แล้วอุปกรณ์ที่เก็บ sample ก็อยู่บนพื้น ไม่ได้ลอยครับ
ดังนั้น การเกิดลม ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับ บรรยากาศและแรงดึงดูด มีลมก็ไม่แปลก
เงาหลายเงาที่ปรากฏบนพื้นผิวไม่ขนานกัน ดวงจันทร์ได้รับแสง จากแหล่งเดียวในระยะไกล
คือดวงอาทิตย์ดังนั้นเงาหลายเงาบนพื้นจะต้องขนานกัน แต่มีภาพหลายภาพปรากฎเงา ที่ต่างทิศทางกัน
My comment : อ้าวเวลาถ่ายรูปมืดๆ เพราะแหล่งกำเนิดเดียวคือดวงอาทิตย์ทำให้
ไม่ได้ภาพที่ดีพอ ดังนั้นไม่น่าจะมีข้อสงสัยเลย หากนักบินเปิดไฟให้แสงอีกสักดวง
สองดวง คงไม่มีใครกล้าไปอยู่ที่แปลกๆ เช่นนอกโลกในภาวะที่มองไม่ค่อยเห็นหรอก
จริงไหม?
นักบินอวกาศอพอลโลจะถูกฆ่าตาย จากอนุภาคพลังงานสูง ที่สนามแม่เหล็ก ของโลก
เก็บกักไว้บริเวณวงแหวน แวนอัลเลน หากเดินทางผ่านมัน
My comment : เอ็นทรี่หน้าจะมาชี้แจงเรื่องนี้ครับ
นี่คือข้อสรุปหลักๆที่เค้าโต้แย้งกันครับ ส่วนข้อย่อยๆก็มีอีกเยอะ แต่ผมว่ามันไม่มีน้ำหนัก
มากพอ แต่กระนั้นทุกคนที่โต้แย้งต่างก็ ไม่มีใครที่สงสัยการขึ้นไปบนดวงจันทร์ของอพอลโล่11
ดังนั้น จึงมีอีกทฤษฏีที่เค้าสรุปปิดท้ายว่า "ขึ้นไปจริง แต่ไม่ได้ลง"
++ข้อกล่าวอ้างถึงแรงจูงใจในการสร้างภาพ++
การสร้างภาพของโครงการอพอลโล 11 ส่งผลให้สหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำของโลกในทางด้านเทคโนโลยีจากคนอื่นทั่วโลก
และชาวสหรัฐอเมริกาเอง และยังทำให้ประเทศอื่นเชื่อว่า สหรัฐฯ มีเทคโนโลยีอื่นรวมทั้งอาวุธต่างๆ
ซึ่งยังไม่ได้นำออกมาแก่สื่อมวลชน และได้รับชัยชนะเหนือสหภาพโซเวียต ซึ่งได้นำยานอวกาศขึ้นสำรวจอวกาศก่อนหน้านี้
สาเหตุหลายอย่างที่สนับสนุนให้เกิดการสร้างข่าวลือในการเหยียบดวงจันทร์ของสหรัฐอเมริกา
1.เบี่ยงเบนความสนใจ ของเรื่องสงครามเวียดนาม
2.ชัยชนะในสงครามเย็น โดยสหรัฐอเมริกาได้รับชัยชนะเหนือโซเวียตในเรื่องการสำรวจอวกาศ
ซึ่งถือว่าเป็นเทคโนโลยีที่สูงสุดในขณะนั้น ถึงแม้ว่าการสำรวจอวกาศเหมือนที่โซเวียตได้ทำก่อนหน้านี้
ทางสหรัฐสามารถทำได้เช่นกัน แต่การถ่ายทำในสตูดิโอและสร้างข่าวลือ
สามารถส่งผลที่ให้เกิดชัยชนะได้แน่นอนและลดค่าใช้จ่ายและความเสี่ยง ส่งผลให้สหภาพโซเวียตล่มสลายในช่วงเวลาต่อมา
3.รวบรวมเงิน ซึ่งนาซาได้รวบรวมเงินประมาณ 60,000 ล้านบาทในขณะนั้น (30 billion dollars)
สำหรับโครงการสำรวจดวงจันทร์ โดยการสร้างแรงจูงใจให้ชาวสหรัฐอเมริกาและองค์กรต่าง ๆ
บริจาคเงินจำนวนมหาศาลได้ โดยเงินสามารถนำมาใช้สำหรับสงครามเวียดนามได้โดยไม่มีข้อสงสัย
4.ความเสี่ยงสูง ถึงแม้ว่าโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการสำรวจอวกาศจะเป็นไปได้สำหรับสหรัฐ
แต่ขณะเดียวกันความล้มเหลวก็มีสูงเช่นกัน
ปิดท้าย : เรื่องนี้ก็ยังคงเป็น "ปริศนา" กันต่อไป แต่ถึงแม้ว่าการเหยียบพื้นผิวดวงจันทร์ครั้งนั้น
จะเป็นจริงหรือไม่แต่ก็เป็นการสร้างกระแสให้ทุกคนมีความกระตุ้น ใฝ่รู้ และจินตนาการต่างๆเกี่ยว
กับดวงจันทร์มากมายอย่างนึกไม่ถึงกันเลยทีเดียว